ตอนที่เล่น Granblue Fantasy: Relink จบ สิ่งที่ประทับใจที่สุดคงหนีไม่พ้นระบบต่อสู้ที่สนุกมาก ตัวละครแต่ละคนมีสไตล์เป็นของตัวเอง เอฟเฟกต์อลังการ และการสู้กับบอสก็ทำออกมาได้ตื่นเต้น แต่พอเล่นไปถึงช่วงท้ายเกมก็เริ่มรู้สึกว่าคอนเทนต์ Endgame ยังมีอะไรให้ทำไม่มากนัก แม้จะยังสนุกกับการปั้นตัวละครและล่าของ แต่ก็เริ่มมีความรู้สึกว่าอยากเห็นเกมไปได้ไกลกว่านี้
พอ Endless Ragnarok เข้ามา ความรู้สึกแรกคือมันไม่ใช่แค่การเพิ่มภารกิจหรือบอสใหม่ แต่เป็นการเติมเต็มหลายอย่างที่เกมหลักยังขาดอยู่ ทั้งระบบใหม่ การเพิ่มความท้าทาย และกิจกรรมที่ทำให้เรามีเหตุผลกลับมาเล่นต่ออีกครั้ง
การต่อสู้ยังเป็นพระเอกของเกม
สิ่งที่ทำให้ Relink ยังสนุกเหมือนเดิมก็คือระบบแอ็กชันที่เล่นแล้วลื่นมือ ทุกตัวละครให้ความรู้สึกต่างกันชัดเจน บางตัวเน้นคอมโบเร็ว บางตัวโจมตีหนัก บางตัวคอยสนับสนุนทีม ทำให้การเปลี่ยนตัวละครแต่ละครั้งเหมือนได้เล่นเกมคนละแบบ
Endless Ragnarok ไม่ได้เปลี่ยนระบบนี้ แต่เลือกต่อยอดให้ลึกขึ้น
เช่น Master Traits ที่ทำให้การปรับแต่ง Build มีทางเลือกมากกว่าเดิม การเลือกสกิลหรือความสามารถส่งผลกับการเล่นชัดเจนกว่าเดิม ทำให้เราเริ่มอยากลองตัวละครที่เมื่อก่อนแทบไม่เคยหยิบมาเล่น เพราะรู้สึกว่าทุกตัวสามารถสร้างแนวทางการเล่นของตัวเองได้
อีกอย่างที่ชอบคือการต่อสู้ยังคงรวดเร็วและดุดันเหมือนเดิม แต่การเพิ่มระบบใหม่เข้ามาทำให้การวางแผนมีความสำคัญมากขึ้น ไม่ใช่แค่กดสกิลแรง ๆ แล้วจบเหมือนช่วงต้นเกม
อีกระบบที่รู้สึกว่าช่วยเพิ่มความสนุกให้การต่อสู้คือ Summon และ Primal Burst ที่ยกระดับการต่อสู้ จากเกมหลักอย่างชัดเจน
Summon จะมาเพิ่มลูกเล่นในการต่อสู้ โดยการอัญเชิญสิ่งต่างๆออกมา แต่ละตัวมีความสามารถแตกต่างกัน ทั้งสายโจมตี หรือช่วยสนับสนุนทีม ทำให้การเลือกใช้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความแรงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคิดให้เหมาะกับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่
รวมถึงท่าไม้ตายสุดท้าย Primal Burst ที่เพิ่มความอลังให้ Skybound Arts อย่างยิ่งใหญ่และรุนแรง




Endgame มีเป้าหมายให้ไล่ทำมากกว่าเดิม
ถ้าถามว่าภาคเสริมนี้เปลี่ยนเกมมากที่สุดตรงไหน สำหรับผมคงเป็นคอนเทนต์ช่วงท้ายเกม
ก่อนหน้านี้ หลังจากปั้นตัวละครจนเก่งพอสมควรแล้ว หลายครั้งก็เริ่มไม่รู้จะทำอะไรต่อ แต่ Endless Ragnarok เพิ่มทั้งระดับความยากใหม่ บอสใหม่ และโหมดการเล่นที่ทำให้การปั้นตัวละครมีเป้าหมายชัดขึ้น ทุกครั้งที่ได้อุปกรณ์ชิ้นใหม่หรือปรับ Build สำเร็จ เราจะรู้สึกว่ามันามารถเอาไปลุยในภารกที่โหดกว่าเดิมได้ ไม่ใช่แค่ตัวเลขพลังที่เพิ่มขึ้นเฉย ๆ
Chaos Difficulty เป็นตัวอย่างที่ดีของเรื่องนี้ เพราะศัตรูไม่ได้แค่เลือดเยอะขึ้นหรือโจมตีแรงขึ้น แต่หลายตัวมีแพตเทิร์นที่ต้องเรียนรู้จริง ๆ ถ้าไม่หลบให้ถูกจังหวะหรือไม่ช่วยกันเล่นเป็นทีม ก็มีโอกาสแพ้ได้ง่าย ๆ ทำให้ทุกชัยชนะรู้สึกมีคุณค่ามากกว่าเดิม

Conflux Mode ทำให้การเล่นซ้ำไม่น่าเบื่อ
อีกโหมดที่รู้สึกว่าเพิ่มสีสันให้เกมได้เยอะคือ Conflux Mode
ปกติเกมแนวล่าของมักจะมีช่วงที่เราต้องลงภารกิจเดิมหลายรอบ แต่โหมดนี้ช่วยให้การเล่นแต่ละครั้งไม่เหมือนเดิม เพราะมีการสุ่มบัฟ สุ่มเส้นทาง และให้เราปรับแผนตามสถานการณ์อยู่ตลอด ถึงสุดท้ายเป้าหมายจะยังเป็นการพัฒนาตัวละครเหมือนเดิม แต่ระหว่างทางรู้สึกสนุกกว่าการลงเควสต์เดิมซ้ำ ๆ มาก




ตัวละครใหม่ที่เพิ่มความหลากหลายให้การจัดทีม
นอกจากคอนเทนต์ใหม่แล้ว สิ่งที่ทำให้เราสนุกกับการกลับมาเล่นอีกครั้งก็คือการได้ลองใช้ตัวละครใหม่ แต่ละคนไม่ได้ถูกเพิ่มเข้ามาเพื่อให้จำนวนตัวละครเยอะขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีรูปแบบการเล่นที่แตกต่างจากตัวละครเดิมอย่างชัดเจน ทำให้การจัดทีมและการสร้าง Build มีตัวเลือกมากขึ้น ใครที่เล่นตัวละครเดิมจนเริ่มชินแล้ว พอได้เปลี่ยนมาลองตัวใหม่ก็เหมือนได้ลองเล่นสไตล์การต่อสู้แบบใหม่ไปเลย
มีทั้งสายสนับสนุน สายสร้างสถานะ หรือสายโจมตี ทำให้เรามีตัวเลือกในการจัดทีมมากกว่าเดิม และช่วยให้การทดลอง Build ใหม่ ๆ สนุกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ตัวละครใหม่ไม่ได้เก่งเกินไปจนกลบตัวละครเก่า แต่ก็มีจุดเด่นของตัวเอง ใครที่ผูกพันกับตัวละครเดิมก็ยังเล่นต่อได้เหมือนเดิม ส่วนคนที่ชอบลองอะไรใหม่ ๆ ก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะกลับมาปั้นตัวละครเหล่านี้และทดลองทีมในรูปแบบใหม่

เล่นคนเดียวก็ได้ แต่เล่นกับเพื่อนสนุกกว่า
แม้เกมจะรองรับ AI ที่ทำหน้าที่ได้ดีพอสมควร แต่พอได้เล่น Co-op กับเพื่อน ความสนุกจะเพิ่มขึ้นอีกระดับ
การช่วยกันหลบบอส จับจังหวะใช้ Link Attack หรือปล่อย Skybound Arts พร้อมกัน เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ไฟต์แต่ละรอบดูอลังการและตื่นเต้นมากกว่าเล่นคนเดียว ยิ่งเป็นบอสระดับสูง ยิ่งรู้สึกว่าการเล่นเป็นทีมสำคัญจริง ๆ และเป็นเสน่ห์ที่เกมนี้ยังทำได้ดีเหมือนเดิม
ภาพยังสวย เพลงยังยอดเยี่ยม
แม้จะเป็นภาคเสริม แต่คุณภาพงานภาพยังอยู่ในระดับเดียวกับเกมหลัก ตัวละคร โมเดล เอฟเฟกต์สกิล และฉากต่อสู้ยังดูสวยมาก โดยเฉพาะเวลาที่ทุกคนปล่อยสกิลพร้อมกัน แม้หน้าจอจะเต็มไปด้วยเอฟเฟกต์ แต่ก็ยังมองสถานการณ์ได้ไม่ยาก
ดนตรีประกอบก็ยังเป็นอีกจุดที่ช่วยส่งอารมณ์ได้ดี เพลงบอสหลายเพลงทำให้การต่อสู้ดูยิ่งใหญ่ขึ้น และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เราไม่รู้สึกเบื่อแม้จะต้องสู้กับบอสหลายรอบ

QoL ที่ทำให้เล่นสบายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากคอนเทนต์ใหม่แล้ว สิ่งที่รู้สึกได้ตั้งแต่เล่นคือทีมพัฒนาใส่ใจเรื่อง Quality of Life มากขึ้น หลายฟีเจอร์อาจดูเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่ช่วยลดความยุ่งยากระหว่างเล่นได้เยอะ ไม่ว่าจะเป็นการปลดล็อก Mastery ได้รวดเดียว การบันทึกชุดทีมไว้สลับใช้งาน หรือการยืมตัวละครของผู้เล่นคนอื่นมาเป็น Backup ทำให้การปั้นตัวละครและการเตรียมทีมก่อนออกล่าบอสสะดวกกว่าที่เคย โดยเฉพาะคนที่เล่นหลายตัวละครจะสัมผัสถึงความแตกต่างได้ทันที
อีกด้านหนึ่ง เกมยังปรับปรุงเรื่องการเดินทาง การแสดงข้อมูลสำหรับการสร้าง Build และเพิ่ม Crossplay ให้ผู้เล่นจากหลายแพลตฟอร์มสามารถเล่นร่วมกันได้ ส่งผลให้ทั้งการจัดทีมและการหาเพื่อนลงคอนเทนต์ Endgame ทำได้ง่ายขึ้น แม้การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะไม่หวือหวาเหมือนการเพิ่มบอสหรือโหมดใหม่ แต่เมื่อเล่นไปเรื่อย ๆ จะรู้สึกว่าประสบการณ์โดยรวมลื่นไหลขึ้น และเสียเวลากับขั้นตอนจุกจิกน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
สิ่งที่ชอบ และสิ่งที่ควรรู้ก่อนเล่น
สิ่งที่ผมชอบที่สุดคือ Endless Ragnarok ไม่ได้พยายามเปลี่ยนเกมให้กลายเป็นอย่างอื่น แต่เลือกต่อยอดสิ่งที่ Relink ทำได้ดีอยู่แล้ว ทั้งระบบต่อสู้ การสร้าง Build และคอนเทนต์ Endgame ทุกอย่างถูกขยายให้มีความลึกมากขึ้น ทำให้การกลับมาปั้นตัวละครอีกครั้งรู้สึกคุ้มค่า ไม่ใช่แค่กลับมาเล่นเพราะมีเนื้อเรื่องใหม่เท่านั้น แต่มีอะไรให้ไล่ทำอีกเยอะ
แต่ในขณะเดียวกัน ภาคเสริมนี้ก็ยังเหมาะกับคนที่ชอบแนวฟาร์มและพัฒนาตัวละครเป็นหลัก เพราะสุดท้ายแล้ว การหาอุปกรณ์ การเก็บวัสดุ และการลงบอสซ้ำเพื่อสร้าง Build ที่ดีที่สุดก็ยังเป็นหัวใจของเกมเหมือนเดิม หากเป็นคนที่ไม่ชอบการเล่นซ้ำหรืออยากได้เกมที่เน้นเล่าเรื่องอย่างเดียว อาจรู้สึกว่าช่วง Endgame ใช้เวลาค่อนข้างมากกว่าจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน

บทสรุป
Endless Ragnarok เป็นภาคเสริมที่ทำให้ Granblue Fantasy: Relink สมบูรณ์ขึ้นในแทบทุกด้าน แบบไม่ได้เปลี่ยนแปลงระบบเดิม แต่แก้ไขและต่อยอดจุดที่ผู้เล่นหลายคนเคยรู้สึกว่ายังไปได้ไม่สุด ไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์ Endgame ความหลากหลายของการสร้างตัวละคร หรือกิจกรรมที่ทำให้การกลับมาเล่นซ้ำยังรู้สึกสนุก
ถ้าคุณเป็นคนที่หลงรักระบบต่อสู้ของ Relink อยู่แล้ว ภาคเสริมนี้คือเหตุผลที่ดีมากในการกลับมารวมทีม ล่าบอส และใช้เวลาปรับแต่งตัวละครอีกครั้ง เพราะหลังจากเล่นไปสักพัก จะรู้สึกว่าเกมมีอะไรให้ค้นหาและท้าทายมากกว่า ทำให้เราเล่นเกมนี้กันต่อไปได้ยาวๆ
ให้คะแนนกันหน่อย
เพิ่มความมันส์ให้เกมหลักได้ขนาดนี้ เอาไปเลย
4.5 /5 คะแนน !
Granblue Fantasy: Relink – Endless Ragnarok
เล่นได้แล้ว บน PS5 , PS4 , Switch2 และบน PC (Steam)