Ninja Theory ทุ่มสร้าง Senua’s Saga: Hellblade II ด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ

ชวนดำดิ่งไปกับประสบการณ์เหมือนในโรงภาพยนตร์ กับการต่อสู้จากนักแสดงจริง ฉากสุดอลังการในไอซ์แลนด์ และเสียงแบบ 3D ระดับเทพ

Xbox และสตูดิโอผู้พัฒนาเกม Ninja Theory ประกาศเปิดตัว Senua’s Saga: Hellblade II  พร้อมเปิดให้เล่นแล้ววันนี้บน Xbox Series X|S, Windows PC, Steam และใน Xbox Game Pass สำหรับทั้งคอนโซล PC และคลาวด์  สำหรับในภาคที่สองต่อจากเกม Hellblade: Senua’s Sacrifice ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากคลาวด์ Ninja Theory ขอเชิญชวนเกมเมอร์ทุกคนให้มาร่วมผจญภัยกับ Senua อีกครั้ง กับภาคต่อของเกม Hellblade: Senua’s Sacrifice ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ในการต่อสู้สุดโหดเพื่อเอาชีวิตรอดในยุคแห่งตำนานไวกิ้งอันลึกลับของไอซ์แลนด์ ครั้งนี้ Ninja Theory ได้กลับมาพร้อมกับการใช้เทคโนโลยีสุดล้ำจำนวนมากในการพัฒนา เพื่อสร้างประสบการณ์เล่นเกมที่ดื่มด่ำเสมือนอยู่ในโรงภาพยนตร์ กับภาพสวยงามสุดอลังการ เนื้อหาที่น่าติดตาม และเทคโนโลยีเสียงที่ลึกล้ำสมจริง 

Senua’s Saga: Hellblade II เป็นเกมที่สตูดิโอ Ninja Theory ทุ่มสร้างและพัฒนาด้วยความตั้งใจอย่างแท้จริงกับทีมนักพัฒนาประมาณ 80 คน ซึ่งมุ่งมั่นมุ่งสร้างประสบการณ์ที่จะพาเกมเมอร์ทุกคนดำดิ่งสู่โลกและเรื่องราวของ Senua ภายใต้ฉากและสภาพแวดล้อมที่สร้างขึ้นจากสถานที่จริงในประเทศไอซ์แลนด์ด้วยข้อมูลจากดาวเทียมและการทำแผนที่ภาพถ่าย หรือที่เรียกว่าเทคนิค Photogrammetry ประกอบกับการใช้ตัวละครแสดงฉากแอ็กชันจากนักแสดงจริง พร้อมกับเครื่องแต่งกายที่สร้างขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะสำหรับใช้ในการพัฒนาเกม ด้วยวัสดุสมจริงตามเนื้องเรื่องทางประวัติศาสตร์

เพื่อร่วมฉลองการเปิดตัวเกมที่น่าตื่นเต้นครั้งนี้ เราได้รวมองค์นำเบื้องหลังการพัฒนาเกมกับ องค์ประกอบหลักสุดพิเศษ 4 ด้าน ที่ทางสตูดิโอได้พัฒนาขึ้นใหม่มาเปิดให้แฟน ๆ ได้ดูกันแบบเอ็กซ์คลูซีฟ

Senua ได้รับการพัฒนาให้เป็นตัวละครที่มีความเป็นมนุษย์มากที่สุดในวงการเกม

ในบทสรุปจากภาคแรกของ Hellblade: Senua’s Sacrifice เราได้พบกับ Senua ที่ทำใจยอมรับการสูญเสีย Dillion ผู้เป็นคนรักของเธอ และสัมผัสกับความโศกเศร้าที่ส่งผลกระทบกับกายและจิตใจของ Senua เป็นอย่างมาก ใน Hellblade II ภาคต่อนี้ได้แสดงให้เห็นว่า Senua มีการพัฒนาเติบโตจากการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์เหล่านั้นอย่างกล้าหาญ และเติบโตแข็งแกร่งมากขึ้น อีกทั้งเธอยังทำใจยอมรับกับสภาพที่เธอต้องเผชิญได้แล้ว และตั้งเป้าหมายใหม่ที่ยิ่งใหญ่มากขึ้นโดยได้ลบล้างและเน้นเรื่องร้าวความโศกเศร้าของตัวเองน้อยลงไป ทำให้ ตัวตน บุคลิก และรูปลักษณ์ภายนอกของเธอค่อย ๆ เปลี่ยนไปพร้อมกับการได้พบเจอเรื่องราวของผู้คนใหม่ ๆ ในเกมภาคนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทีมงานใส่ใจในรายละเอียดทั้งการแสดงออก สีหน้า ท่าทาง และเนื้อเรื่อง ที่ทำให้เรารู้สึกเหมือน Senua เป็นมนุษย์จริง ๆ ที่ได้รับการเยียวยาจิตใจและเติบโต

ศาสตราจารย์ พอล เฟลทเชอร์ (Paul Fletcher) ที่ปรึกษาด้านจิตวิทยาในซีรีส์เกม Hellblade ได้ชี้ถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในโทนเนื้องเรื่องที่แตกต่างระหว่างเกมสองภาคว่า “ความโดดเด่นของภาคแรก (Senua’s Sacrifice) คือความรู้สึกมืดมิดที่ปกคลุมทุกอย่าง ผมคิดว่าเธอได้หลุดออกมาจากจุดนั้นแล้วและพร้อมค้นหาความหมายของตัวเองที่แตกต่างไปจากเดิม”

ในภาคนี้ Senua จะยังคงได้ยิน “เสียงในหัว” ของเธอเองที่วุ่นวายสับสน หรือที่เรารู้จักในชื่อว่า “Furies” แต่เธอจะสามารถควบคุมเสียงเหล่านั้นได้มากขึ้น คุณลารา เดอร์แฮม (Lara Derham) ผู้กำกับการแสดงของตัวละคร กล่าวว่า “ในภาคนี้ Senua สามารถเลือกได้ว่าจะตอบสนองต่อเสียงเหล่านั้นหรือไม่ เธอมีสิทธิ์ในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในภาคแรก และวิวัฒนาการนี้คือจุดสำคัญอย่างแท้จริง”

เทคนิค Performance Capture กับการสร้างฉากต่อสู้สุดล้ำด้วยนักแสดงจริง

แม้ว่าการใช้เทคนิคสร้างภาพเคลื่อนไหวจากนักแสดงจริง (Motion capture หรือ Performance Capture) จะเป็นแนวทางที่โดดเด่นของสตูดิโอ Ninja Theory  มาอย่างยาวนาน แต่ในภาคต่อของ Senua’s Saga: Hellblade II นี้ ตัวเทคนิคได้รับการพัฒนาไปอีกขั้นด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมากขึ้นกับการถ่ายทำในสตูดิโอ Performance Capture ที่ Ninja Theory ทุ่มทุนสร้างขึ้นมาเป็นของตัวเองในสำนักงานใหญ่ที่เมืองเคมบริดจ์ ในภาคนี้ทีมนักพัฒนาจึงพร้อมที่จะทำลายทุกอุปสรรคในการสร้างตัวละครให้มีการเคลื่อนไหวต่อสู้ที่สมจริงล้ำหน้าไปอีกขั้น

ขณะที่ Hellblade ภาคแรกได้ใช้ Performance Capture เฉพาะในฉากที่เล่าเรื่องแบบภาพยนตร์ ในภาคที่สองนี้ทางสตูดิโอได้ใช้ Performance Capture ในเกือบทุกการเคลื่อนไหว โดยสร้างขึ้นจากนักแสดงสตั๊นท์ที่ลงมือแสดงฉากต่อสู้ให้สตูดิโอสแกนเก็บรูปแบบการเคลื่อนไหว และสร้างเกมให้ใกล้เคียงกับมนุษย์และมีความสมจริงมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ คุณดอม แมทธิวส์ (Dom Matthews) หัวหน้าสตูดิโอ Ninja Theory ได้เล่าถึงกระบวนการทำงานในส่วนนี้ว่าเฉพาะการเก็บภาพการต่อสู้ด้วย Performance Capture เพียงอย่างเดียวทางสตูดิโอได้ใช้เวลาเกือบ 70 วันเต็ม กว่าจะเสร็จสมบูรณ์

ฉากการต่อสู้ใน Hellblade II จึงสะท้อนถึงการต่อสู้ดิ้นรนของ Senua อย่างถึงแก่น เนื่องจากนักแสดงสตั๊นท์ได้เพิ่มความรู้สึกสมจริงที่ยากจะพบได้จากกระบวนการสร้างตัวละครที่ใช้เพียงเทคโนโลยีดิจิทัลสร้างขึ้นมาทั้งหมด คุณเบอนัวต์ มาคอน (Benoit Macon) ผู้กำกับด้านการต่อสู้ของ Hellblade II กล่าว ว่า “เราต้องการนำความรู้สึกของความโหดร้ายรุนแรงและการดิ้นรนเข้ามาในการต่อสู้แบบตัวต่อตัวของเกมนี้” และเสริมว่า “คุณจะรู้สึกได้ถึงความเชื่อมโยงระหว่างฉากการต่อสู้และการดำเนินของเนื้อเรื่อง”

ต้องใช้หูฟังถึงจะเต็มอรรถรส! – ระบบเสียงแบบ Binaural ที่แตกต่างจากทุกสิ่งที่คุณเคยได้ยินมา

หากเกมเมอร์คนไหนเคยเล่นเกม Hellblade: Senua’s Sacrifice ภาคแรกมาแล้วคงจะคุ้นเคยกับระบบการออกแบบเสียงที่น่าทึ่งของเกมซึ่งมีจุดเด่นตรง “เสียงในหัว” หรือ Furies บทสนทนาที่ต่อเนื่องในใจของ Senua ที่มีตลอดทั้งเกม ในภาคแรกสตูดิโอใช้เทคนิคพิเศษด้านเสียงเฉพาะช่วงบทสนทนาภายในหัวของ Senua แต่ในภาคต่อมานี้ทางสตูดิโอได้เพิ่มการใช้เทคนิคพิเศษด้านเสียงต่าง ๆ ให้ขึ้นมาเป็นจุดสำคัญหลักในตลอดทั้งเกม

Hellblade II ได้ใช้เทคนิค Binaural ซึ่งเป็นวิธีการบันทึกเสียงโดยใช้ไมโครโฟนสองตัวเพื่อสร้างเสียงที่มีระยะสมจริงแบบ 3 มิติ เหมือนกับที่ได้ยินจากหูสองข้างของเราเอง ขณะที่ Senua เดินทางผ่านหมู่บ้านร้าง คุณจะได้ยินเสียงหลอนจากชะตากรรมคนในหมูบ้านดังก้องมาจากอดีต หรือขณะที่อยู่บนชายฝั่งทะเลอันโล่งกว้างและเงียบสงบ คุณก็จะได้ยินเสียงคลื่นค่อย ๆ กระทบฝั่งและลมที่พัดโชยมาจากระยะไกลออกไป

เสียง Furies ที่ Senua ได้ยินตลอดทั้งเกมนั้นก็ยังคงหนักแน่น แต่ในภาคนี้จะมีความลื่นไหลมากขึ้นจนเหมือนจะช่วยให้คุณรู้สึกสบายขึ้นด้วยซ้ำระหว่างที่ร่วมติดตามการผจญภัยไปกับ Senua โดยคุณ เดวิด การ์เซีย ดิแอซ (David Garcia Diaz) ผู้กำกับด้านเสียงของ Hellblade ได้กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาว่า “Senua สามารถสัมผัสถึง Furies ในรูปแบบที่ต่างไปจากเดิม พวกเขามีบทสนทนาที่ลึกซึ้งและมีความหมายมากขึ้น ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นในเกมภาคแรก” พร้อมเสริมว่า “เราไม่เพียงแค่สร้างเสียงขึ้นมาใหม่ เรากำลังสร้างโลกแห่งความเป็นจริงให้กับตัวละคร และนี่คือวิธีการของเราในการตีความอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ในเกม”

เมื่อพูดถึงสภาพแวดล้อมและฉากทิวทัศน์ต่าง ๆ ใน Senua’s Saga: Hellblade II แล้ว เพียงแค่คำว่า ‘น่าทึ่ง’ อาจจะบรรยายความรู้สึกได้ไม่ดีพอด้วยซ้ำ ฉากต่าง ๆ ได้แสดงให้เห็นถึงมุมมองที่กว้างใหญ่ไพศาลซึ่งเกมผจญภัยในลักษณะนี้ไม่ค่อยได้นำเสนอให้เราได้พบบ่อยนัก ภาพทิวทัศน์ของ Hellblade II มักจะทอดยาวกว้างไปจนสุดขอบฟ้า ทำให้คุณสัมผัสถึงความยิ่งใหญ่ของการผจญภัยที่รออยู่ข้างหน้า ทุกสิ่งที่เราได้เห็นในเกมนั้นมียังความสมจริงและให้ความรู้สึกที่คุ้นเคยกับเราเป็นอย่างมาก สตูดิโอ Ninja Theory สามารถนำความรู้สึกที่เหล่านี้มาให้เราสัมผัสจากการสำรวจและศึกษาข้อมูลจากสถานที่จริง เพื่อนำภาพจำลองของประเทศไอซ์แลนด์ในยุคกลาง ที่มีลักษณะของความเป็นโลกเหนือจริงแต่ก็ยังคงจับต้องได้มาไว้ในเกม Hellblade II

ในขณะที่เนื้อเรื่องของภาคแรกจบลงที่ดินแดน Helheim ภาคต่อมานั้นได้นำเรามาสู่ดินแดน Midgard ซึ่งเป็นที่รู้จักในตำนานของชาวนอร์เวย์ว่าคืออาณาจักรแห่งโลกมนุษย์ ทีมงาน Ninja Theory ได้คัดเลือกสถานที่ต่าง ๆ จำนวนมาก ก่อนที่จะสรุปเลือกประเทศไอซ์แลนด์ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ มอบทั้งความรู้สึกของสถานที่จากโลกแห่งความเป็นจริง แต่ก็สวยงามเสมือนอยู่ในโลกที่เหนือจริงไปพร้อม ๆ กัน

คุณแดน แอตต์เวลล์ (Dan Attwell) ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ด้านสภาพแวดล้อมของเกม Hellblade II กล่าวว่า จากที่สตูดิโอได้ใช้เทคนิคการทำแผนที่จากภาพถ่าย (Photogrammetry) ในเกมภาคแรกเพียงชิ้นเดียว ในภาคที่สองนี้ได้เพิ่มจำนวนขึ้นมากกว่า 370 ชิ้น นอกจากนี้แล้วทีมงานยังได้สร้างสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ของเกม Hellblade II ให้มีความสมจริงจากพื้นฐานองค์ประกอบของความเป็นธรรมชาติ ด้วยการสแกนวัตถุเข้าไปในเกม

สำหรับข้อมูลและเนื้อหาเบื้องหลังเพิ่มเติมของเกม
สามารถติดตามได้จากบล็อกของ Xbox และติดตามข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับ Senua’s
Saga: Hellblade II จากสตูดิโอ Ninja Theory ได้ทาง Twitter/X ที่
@NinjaTheory

แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ

Facebook
Twitter
VK

บทความที่เกี่ยวข้อง

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Follow us

Scroll to Top