John Romero ผู้สร้าง DOOM เปิดมุมมองอนาคตวงการเกม เกม Co-op ยังมาแรง พร้อมเผยเหตุผลที่ไม่ใช้ AI สร้างเกม

John Romero หนึ่งในผู้สร้างเกมระดับตำนานอย่าง DOOM, Quake และ Wolfenstein 3D เดินทางมาร่วมงาน gamescom asia x Thailand Game Show 2026 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมแบ่งปันประสบการณ์กว่า 40 ปีในวงการเกม ผ่านการบรรยายหัวข้อ “Why We Still Make Games” และการให้สัมภาษณ์กับสื่อไทย

ครั้งนี้เขาพูดถึงหลายเรื่องที่น่าสนใจ ทั้งทิศทางของเกม FPS ความนิยมของเกม Co-op ความท้าทายของสตูดิโอเกมยุคใหม่ ไปจนถึงบทบาทของ AI ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีการพัฒนาเกม

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือมุมมองของ Romero ต่อกระแสเกมในปัจจุบัน โดยเขามองว่าเกมแนว Co-op ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเกมที่รองรับการเล่นร่วมกันประมาณ 4 คน และมีระบบฟิสิกส์เป็นส่วนสำคัญของความสนุก

เสน่ห์ของเกมแนวนี้ไม่ได้อยู่แค่การช่วยกันทำภารกิจ แต่ยังรวมถึงสถานการณ์วุ่น ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างเล่นกับเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาดที่คาดไม่ถึง การแก้ปัญหาร่วมกัน หรือเหตุการณ์ตลก ๆ ที่กลายเป็นความทรงจำของกลุ่ม

ในทางกลับกัน Romero มองว่ากระแสเกมแนว Battle Royale เริ่มลดความร้อนแรงลงเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้มองว่าการเปลี่ยนแปลงของแนวเกมเป็นเรื่องเสียหาย เพราะความสนุกของเกมสามารถพัฒนาไปได้หลายรูปแบบ และยังเปิดโอกาสให้เกิดประสบการณ์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ

ในฐานะหนึ่งในผู้บุกเบิกเกมยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่ง Romero มองว่าการเปลี่ยนแปลงของเกม FPS เป็นเรื่องที่น่าสนใจ

จากเกมยิงสุดรวดเร็วอย่าง DOOM และ Quake แนวเกม FPS ได้แตกแขนงออกไปอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Tactical Shooter อย่าง Rainbow Six และ Ghost Recon หรือ Hero Shooter อย่าง Overwatch และ VALORANT รวมถึงเกมแนว Battle Royale

สำหรับเขา การเกิดขึ้นของแนวเกมใหม่ ๆ ไม่ได้หมายความว่า FPS กำลังสูญเสียตัวตน แต่เป็นวิวัฒนาการที่ทำให้เกมแนวนี้มีความหลากหลายมากขึ้น

อีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจคือ Romero เล่าว่าเขาใช้เวลาเล่น Ghost Recon Breakpoint ไปแล้วกว่า 1,200 ชั่วโมง ทั้งที่เนื้อเรื่องหลักจบลงไปตั้งแต่ช่วงประมาณ 100 ชั่วโมงแรก

เหตุผลที่ทำให้เขายังกลับไปเล่นไม่ใช่เพราะเนื้อเรื่อง แต่เป็น Gameplay และโลกภายในเกมที่เปิดโอกาสให้เราออกสำรวจ ค้นพบสิ่งใหม่ และสร้างประสบการณ์ของตัวเองได้ตลอดเวลา

เรื่องนี้สะท้อนมุมมองของเขาว่า เกมที่ดีไม่จำเป็นต้องมีเนื้อเรื่องยาวที่สุดหรือกราฟิกสวยที่สุดเสมอไป แต่ต้องมีระบบการเล่นที่ทำให้เราอยากกลับไปสนุกกับมันอีกครั้ง

Romero ยังพูดถึงความท้าทายของอุตสาหกรรมเกมในปัจจุบัน โดยเฉพาะต้นทุนการพัฒนาที่สูงขึ้นและการแข่งขันที่รุนแรง

สตูดิโอของเขาอย่าง Romero Games เองก็เคยเผชิญปัญหาครั้งใหญ่ หลังสูญเสียเงินทุนสนับสนุนโครงการเกมขนาดใหญ่ จนทีมงานที่เคยมีประมาณ 110 คนลดลงเหลือเพียง 5 คน

แต่แทนที่จะยอมแพ้ เขาเลือกปรับแผนการพัฒนาเกมใหม่ โดยนำทรัพยากรเดิม ทั้งงานศิลป์ โค้ด และทรัพย์สินทางปัญญาที่มีอยู่กลับมาใช้กับโปรเจกต์ที่เหมาะสมกับทีมขนาดเล็ก

ต่อมาสตูดิโอสามารถหาผู้จัดจำหน่ายรายใหม่และดึงทีมงานบางส่วนกลับมาร่วมงานได้ จนมีทีมงานประมาณ 15–16 คน

เรื่องนี้ทำให้เห็นว่าแม้จะเป็นนักพัฒนาเกมระดับตำนาน ก็ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางธุรกิจเหมือนกับสตูดิโออื่น ๆ

สำหรับนักพัฒนาอินดี้ Romero ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรที่มีอย่างเหมาะสม มากกว่าการพยายามสร้างเกมขนาดใหญ่ที่มีทุกอย่างเหมือนสตูดิโอ AAA

Romero ยังเล่าถึงช่วงเวลาที่ทีมงานเริ่มสร้าง DOOM โดยในตอนนั้นทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน คือการสร้างเกมที่ดีที่สุดเท่าที่พวกเขาจะจินตนาการได้ว่าอยากเล่น

เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายนั้น ทีมงานต้องเปลี่ยนกระบวนการพัฒนาแทบทั้งหมด ตั้งแต่เครื่องมือที่ใช้เขียนเกม ไปจนถึงวิธีสร้างภาพและตัวละคร

ทีมเปลี่ยนมาใช้ NeXTSTEP Workstations พัฒนาเครื่องมือด้วยภาษา Objective-C และนำเทคนิคถ่ายภาพจากโมเดลจริงมาใช้สร้างองค์ประกอบภายในเกม

แม้จะเป็นการเปลี่ยนวิธีทำงานครั้งใหญ่ แต่สุดท้าย DOOM ก็ใช้เวลาพัฒนาประมาณ 11 เดือน ก่อนกลายเป็นหนึ่งในเกมที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์วงการเกม

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือมุมมองของ Romero ต่อ Generative AI ที่กำลังถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมเกมมากขึ้น

เขาอธิบายว่าทีมของเขาไม่ได้ใช้ Generative AI เข้ามาทดแทนงานสร้างสรรค์โดยตรง เพราะสิ่งที่ทำให้นักพัฒนาเกมมีความสุขก็คือการได้ออกแบบ เขียนโปรแกรม และแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

โดยเฉพาะโปรแกรมเมอร์รุ่นใหม่ที่จำเป็นต้องฝึกฝน ทดลอง และเรียนรู้จากข้อผิดพลาด เพื่อพัฒนาทักษะของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม Romero ไม่ได้ต่อต้าน AI ไปทั้งหมด เพราะเขายอมรับว่าเทคโนโลยีนี้สามารถช่วยตรวจสอบข้อผิดพลาด หรือสนับสนุนงานบางส่วนเพื่อประหยัดเวลาได้

นอกจากนี้ เขายังมองว่า AI อาจมีบทบาทสำคัญต่อเกมในอนาคต โดยเฉพาะการสร้าง NPC ที่สามารถพูดคุยและตอบสนองกับเราได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งบทสนทนาที่เขียนไว้ล่วงหน้าทั้งหมด

แต่สำหรับ Romero สิ่งที่ AI ยังไม่สามารถทดแทนได้คือความคิดสร้างสรรค์และสัญชาตญาณของนักออกแบบเกม

Romero มองว่าการพัฒนาเกมเป็นงานที่ต้องคิดไปถึงอนาคต เพราะเกมหนึ่งเกมอาจใช้เวลาสร้างนานถึง 3–5 ปี

นักพัฒนาจึงไม่สามารถมองแค่สิ่งที่กำลังได้รับความนิยมในวันนี้ แต่ต้องพยายามคาดการณ์ว่าอีกหลายปีข้างหน้า คนจะอยากเล่นเกมแบบไหน

ขณะเดียวกัน การสร้างนวัตกรรมก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกอย่างในครั้งเดียว บางครั้งการค่อย ๆ แนะนำระบบใหม่ให้คนเล่นได้เรียนรู้และทำความเข้าใจ อาจเป็นวิธีที่ดีกว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนเกินไป

ท้ายที่สุด สิ่งที่ได้จากการพูดคุยกับ John Romero ครั้งนี้คือ แม้เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเกมจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน แต่หัวใจสำคัญของการสร้างเกมยังคงเป็นความสนุก ความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์ที่ทำให้เราอยากกลับมาเล่นอีกครั้ง

แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ

Facebook
Twitter
VK

บทความที่เกี่ยวข้อง

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Follow us

Scroll to Top